










ดิฉันชื่อ สทรัฐ (ขจรบริรักษ์) ว่องสุภัคพันธุ์ บุตรีคนโตของ พ.ต.ท. เฉลียว และนางธานี ขจรบริรักษ์ คุณปู่ของดิฉัน หลวงขจรบริรักษ์ ชื่อเดิม นาย แสง รัตนประภา เป็นนายตำรวจ ผู้ได้พระราชทานบรรดาศักด์ และพระราชทินนามแต่งตั้งให้เป็น นายร้อยตำรวจเอก หลวงขจรบริรักษ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระประเมนทรมหาอานันทมหิดล ในวันที่ 3 เมษายน พศ. 2485 เนื่องจากเป็นผู้ประกอบคุณงามความดีในหน้าที่ราชการจนเป็นที่ปรากฏในอาณาเขตภาคเหนือตะวันออก อัน ได้แก่ แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย เป็นจนถึงดินแดงหลวงพระบาง
ครั้นเมื่อหลวงขจรบริรักษ์ ดำรงยศศักดิ์อยู่นั้น ได้เป็นประธานในการหล่อพระพุทธรูปองค์ประธาน ณ วัดควรดง อำเภอปง จังหวัด พะเยา ยังคงประดิษฐานอยู่ภายในอุโบสถของวัดตราบจนทุกวันนี้
เช้าวันหนึ่ง ในปี 2556 เวลาประมาณ 4.00 น. ดิฉันได้เห็นนิมิตของหลวงขจรบริรักษ์ ท่านมาปรากฏในชุดข้าราชการเต็มยศ ในช่วงเวลาเพียงครู่หนึ่งแล้วนิมิตนั้นก็หายไป แม้ว่าตั้งแต่ดิฉันเกิดมาแล้วก็มิทันได้รับใช้คุณปู่ เนื่องจากท่านได้เสียชีวิตไปก่อนที่ดิฉันเกิดนานแล้ว จึงพยายามตีความหมายของนิมิตอันเกี่ยวกับการมาปรากฏของหลวงขจรบริรักษ์ เหตุการณ์เดียวที่เกี่ยวข้องกับคุณปู่เมื่อสมัยเด็กๆก็คือ ดิฉันเคยร่วมทอดผ้าป่ากับคุณพ่อเพื่อนำเงินไปบูรณะที่วัดควรดง แห่งนี้
ดิฉันจึงถือเอานิมิตนี้เป็นเข็มทิศนำทาง โดยเดินทางไปยังวัดควรดง อ.ปง จ.พะเยา ทันที และได้พบกับท่านเจ้าอาวาสพระอธิการอินสอง ปิธมฺโม เพื่อสอบถามถึงปัจจัยใด ๆ ที่ทางวัดขาดแคลน หรือต้องการความช่วยเหลือ และได้กราบเรียนพระคุณเจ้าถึงเรื่องนิมิตของหลวงขจรบริรักษ์
ท่านเจ้าอาวาสกล่าวเพียงสั้น ๆว่า “เพียงแค่อาตมาพิจารณาว่า ศาลาการเปรียญแห่งนี้ได้ทรุดโทรมมาก จนหมดสภาพการใช้งาน จำต้องก่อสร้างขึ้นมาใหม่ โยมสีกาก็ขับรถเข้าเขตวัดมาในวันนี้”
เมื่อได้รับฟังเช่นนั้นแล้ว ดิฉันถือเป็นหน้าที่และบุญกุศลที่จะได้มีโอกาสสักครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้เป็นโยมอุปฐากในการสร้างศาลาการเปรียญแห่งใหม่ในครั้งนี้ จึงขออนุโมทนาแก่หลวงพ่อว่า “เช่นนี้แล้ว ดิฉันมีสัมมาอาชีพในแวดวงการออกแบบ จึงเป็นเป็นผู้ออกแบบศาลาการเปรียญใหม่นี้ด้วยเถิด”
หลังจากนั้น แผนงานการออกแบบศาลาจึงได้ดำเนินการมาจนถึงปลายปี 2557 จนได้เป็นแบบสุดท้ายที่เหมาะสมทั้งกับงบประมาณและต่อความเห็นพ้องกับทุกๆฝ่าย ทั้งทางคณะสงฆ์ กรรมการวัด สมาชิกของหมู่บ้าน ผู้ออกแบบ และงบประมาณในการก่อสร้าง
ดิฉันจึงขอเชิญชวน ผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ร่วมกันบริจาคเพื่อเป็นการทำบุญอันยิ่งใหญ่ร่วมกัน โดยมีหลักการที่ว่า “ผู้ใดมีสัมมาอาชีพใดอันเกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ตกแต่งอาคาร จึงจะแนะนำให้บริจาคทรัพย์ สิ่งของอันเกี่ยวข้องกับสัมมาอาชีพของท่าน เพื่อเป็นสิริมงคล ส่งเสริมแก่อาชีพการงานของท่านให้เจริญรุ่งเรื่องสืบไป เช่น ผู้มีอาชีพเป็นนักออกแบบ จึงบริจาคแรงกายและแรงสมองในการออกแบบศาลาแห่งนี้ เจ้าของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ จึงบริจาคด้วยบานประตู หน้าต่าง ตามกำลังศรัทธา เป็นต้น จักเป็นมโนคติของการบริจาคอย่างแท้จริง เหตุว่า “การทำบุญนั้นมิใช่ มีเพียงวิธีการบริจาคเรี่ยไรด้วยเงินสดเพียงอย่างเดียว”
แม้นมีเพียงแรงกายเพื่อมาร่วมเป็นพนักงานก่อสร้าง ในโครงการนี้ก็คือว่าท่านได้ร่วมทำบุญอันยิ่งใหญ่ในร่มพระพุทธศาสนาเพื่อผู้คนได้กราบไหว้สืบไป
ดิฉันจึงเรียนมาเพื่อขอเชิญชวนทุกท่านร่วมทำบุญตามแต่ที่ท่านเห็นสมควรเถิด
สทรัฐ (ขจรบริรักษ์) ว่องสุภัคพันธุ์
15 มีนาคม 2558 กรุงเทพฯ
